วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569

จบมหาวิทยาลัยแล้ว - ลูกเรียนหมอ มันไม่ใช่งานง่าย

ลูกจบปี 6 แล้ว คณะแพทย์ยืนยันเรียบร้อย ว่าจบจริงจบแล้ว เตรียมไปใช้ทุนได้

ลูกเรียนหมอ ตัวเขาเองก็กดดัน และมีอาการหมดไฟจะเรียนหลายรอบ เพราะมันเหนื่อย พ่อแม่ก็ต้อง cheer up กันเรื่อยๆ

คิดดูว่า กว่าจะเข้าคณะนี้ ลูกอดทนเรียนเข้มข้นมาตั้งแต่ ม.4 แต่เอาจริงๆ ม.1 นะครับ  บวกกับ ชั้น pre clinic สามปี แบบสอบตลอดเวลา  เด็กเหนื่อยล้ากับการเรียน ถึงขั้นเท...ไม่เรียนแล้ว อยากลาออก ไปสอบใหม่คณะอื่น..คณะรู้ ถึงจัดที่ปรึกษาทางอารมณ์ให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ ลูกผมกับเพื่อนหลายคนก็ยังมีอาการ ซึมเศร้ามากบ้างน้อยบ้าง อาการหนักจริงๆก็มีอย่างที่เป็นข่าว  นี่คือ แตกรอบที่ 1 ตอนปี 3

มีแตกรอบ 2 ช่วง ปี 5 ปี 6 ช่วงนี้ ขึ้นเวรด้วย เรียนด้วย  การสอบแต่ละอย่างคือ มาตรฐานอาชีพ ตก ซ่อม กันเป็นเรื่องปกติ  ซ่อมจนล้า...แตก อีก

พ่อแม่ ทำใจเลย เจอแน่ๆ ต้อง อดทนกับเขา เชียร์เขา เข้าใจอารมณ์เขามากๆ ประคองกันไป
ผม แค่ลุ้นให้จบ แบบสภาพจิตใจยังดี ไม่ซึมเศร้าหนัก ก็พอใจแล้ว เกรดจบนั้นผมไม่คิดถึงเลยครับ 

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ประสพการณ์ เตรียมลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัย

ครั้งนี้น่าจะเป็น ครั้งสุดท้ายที่ผมได้เข้ามาเล่าเรื่องเกี่ยวกับ การมีส่วนในการเตรียมสอบของลูกนะครับ เพราะครั้งนี้ลูกก็โตเป็นวัยรุ่นอายุ 16 17 เรียน ม.ปลาย แล้ว  ความเป็นผู้ใหญ่ ความต้องการส่วนตัว ความคิดส่วนตัว ของลูกนั้น ไม่เหมือนตอนเราดู เราช่วยสมัย ม.ต้น แน่นอน

ตอนนี้เขาอยู่ในกลุ่มเพื่อนๆของเขามากกว่าเรา พ่อแม่มี บทบาทแค่ จ่ายเงิน กับคอยตามอย่าให้พลาดโอกาสต่างๆที่เข้ามา และช่วยเตือนเรื่อง timing คร่าวๆว่าอะไรควรจะจบเมื่อไร ที่เหลือลูกเขาจัดตารางให้ทันสอบได้เองแล้ว แน่นอนว่าเขาเทียบจากเพื่อนๆนั่นแหละว่าใครไปเรียนอะไรที่ไหน อะไรตัวเองอ่อนอะไรตัวเองแข็ง ถ้าเด็กเขาสู้เขาก็ไล่เรียนตามกันไปไม่ห่างกับเพื่อนนัก ดังนั้น environment ของโรงเรียนกับลักษณะของเพื่อนๆรอบตัวนี้สำคัญมาก ดังนั้นใครจะหาว่าเรา push ลูกให้ไปอยู่โรงเรียนสายแข็ง นี่เราไม่สนใจ เพราะถ้าเพื่อนไม่แข็งขันเรื่องเรียน เชื่อได้เลยว่าลูกเราก็หย่อนตามไปด้วย

 ตอนเข้าไปเป็น ม.4 ก็ถือว่าเป็นช่วงพัก หลังสอบเข้ามาใหม่ๆ  ก็อาศัยเรียนตามเรื่องตามราว แถวสยามสแควร์นี่แหละครับ เลิกเรียนก็เดินมาสยาม เรียนเสร็จ ทุ่มกว่าๆก็ขึ้น BTS กลับบ้านเอง ไม่ได้ตารางเรียนแน่นอะไรมากนัก ม.5 ก็ต้องทำกิจกรรมเทอมแรก เทอมสองเด็กๆก็เริ่มลุยอ่านกันละ  ส่วน พอขึ้น ม.6 นี่ หมดหน้าที่กิจกรรม เตรียมตัวสอบอย่างเดียว เทเกรด ในโรงเรียนด้วย

ลูกผมสายวิทย์ก็ ต้องเน้นคณิตศาสตร์ แล้วค่อยๆตามด้วย ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ  ถ้าสามารถหาครูคณิตเก่งๆได้นี่ก็สบาย ลูกผมเรียนคณิตกับพี่แม๊คที่สยามเป็นหลัก ชีวะครูหมูแดง เคมีครูอุ๊ ครูพลอย จริงๆแล้วลูกมีลงเรียนกับครูหลายคนในแต่ละวิชา รวมถึงพวกที่ ดูหน้าจอ เลือกดูเป็นเรื่องๆที่ไม่เข้าใจด้วยประปราย ส่วนภาษาอังกฤษนั้นบางคนเริ่ม ม.4 ก็ไปเรียนภาษาอังกฤษ เตรียมไว้ด้วยแล้ว ส่วนบางคน ไปเริ่มเรียนอังกฤษกันตอน ม.5 เทอม 2 เรียนยาวไปจนถึงก่อนสอบเข้ากันลืม แล้วแต่ว่าความแข็งแรงของภาษาอังกฤษแต่ละคนเป็นอย่างไร  สัดส่วนคะแนน คณิต กับ อังกฤษ ในการสอบเข้าค่อนข้างสูง เลยต้องทำสองวิชานี้ให้ดีมากๆ ส่วน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คะแนนมันรวมๆกัน และ ไปรวมกับคะแนนวิชาความถนัดที่แยกสอบไปตามสาขาอีก ทำให้ดีหมดได้นี่ก็เยี่ยมเลย

บรรยากาศก่อนการสอบ สองสามเดือน นี่ถือว่าเด็กเครียดมากๆ นะครับ จะมีหงุดหงิดมีวีนใส่พ่อแม่เป็นเรื่องปกติ อะไรเราปล่อยผ่านได้ก็ปล่อย อะไรเกินไปก็ยังต้องเตือนตำหนิอยู่ ส่วนใหญ่ก็ปล่อยผ่าน อาหารการกิน ขนมดีๆ ช่วยลดความเครียดได้  บางคนยังไปเที่ยว แต่ส่วนใหญ่ไม่ยอมไปไหนกันแล้ว

สอบ ผมพึ่งรู้ว่า เดี๋ยวนี้ มีสอบ กสพท. สอบ GAT PAT สอบ 9 วิชาสามัญ
ในวันสอบ ก็แล้วแต่ว่าเขาอยากให้เราไปเป็นกำลังใจให้หรือเปล่า  บางคนไม่อยากให้พ่อแม่มาเพราะรู้สึกกดดัน บางคนอยากให้มานั่งเป็นกำลังใจ มาเตรียมอาหารไว้ให้ช่วงเบรคกลางวันรอสอบ ก็แล้วแต่คนไป

สอบเสร็จก็ เหมือนจะชิลด์ แต่ดูจากอาการแล้วลึกๆเครียดอยู่ คะแนนสอบทยอยออกมาแต่ละ part สมหวังผิดหวังบ้าง เพราะไม่มีใคร perfect ทุก part - จังหวะนี้ก็พ่อแม่ มีต้องปลอบกันนะครับ - พอรู้คะแนนรวมแล้วว่าจะยื่น คณะอะไร มหาวิทยาลัยใด   ยื่นคณะที่ต้องการเข้าระบบ TCAS มาลุ้นกันรอบสุดท้ายว่าจะได้ หรือไม่ได้ ตามที่หวัง

การเลือกยื่นนี้ก็จะมีสถิติคะแนนของปีก่อนๆเอามาเทียบเคียง พ่อแม่ก็จะเข้ากลุ่ม LINE หาคะแนนกันว่า น่าจะได้ที่ไหน ที่ผ่านๆมาก็คะแนนเชื่อถือได้  แต่ปี 63 คะแนนของแต่ละคณะมันสูงขึ้น เขาคิดกันว่าอาจจะเป็นเพราะปี 63 นี้เด็กที่ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ ไม่สามารถไปได้เนื่องจาก COVID-19 เลยมาลงเลือกคณะในประเทศด้วย พวกนี้เด็กหัวกะทิ คะแนนเลยพุ่งกระฉูด จนวันประกาศผลเด็กบางคนตกใจเพราะหลุดจากอันดับที่คิดว่าได้แน่ไปเป็นตัวเลือกปิดท้าย ถึงกับต้องออกไปเรียนมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด

สำหรับลูกผม ก็หลุดจากคณะที่มั่นใจอยากได้ไปหนึ่งอันดับ ยังได้เรียนหมอในเขตกรุงเทพครับ



วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ส่องดวง Bitcoin

First block of Bitcoin (Genesis block) 

ภาพนี้คือดวงกำเนิดของสกุลเงินดิจิตอลที่ชื่อว่า BitCoin ผูกขึ้นโดยใช้เวลาที่มีการบันทึกไว้ในระบบเครือข่ายว่า Block แรกของข้อมูลที่ได้รับการยืนยันทางเทคนิค

ตามเวลานี้ลัคนาสถิตราศีสิงห์ บ่งว่ามันเป็น ผู้ที่โดดเด่น เป็นผู้นำ ในวงสังคมของมัน หรือในบรรดาสกุลเงินดิจิตอลทั้งหลายในแวดวงของมัน ดังนั้น การที่มีผู้คนให้สมญานามมันว่า เป็น "เหรียญราชา" ก็ถือว่าไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงไปนัก สิ่งที่เกิดกับเหรียญราชา จะสั่นสะเทือนไปถึงเหรียญรองอื่นๆแน่นอน ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น จากประสบการณ์ที่ผมลงไปลุยตลาดคริปโต้ ถ้า BitCoinราคาลง เหรียญรองๆทุกตัวลง และถ้า BitCoin ขึ้น เหรียญรองส่วนใหญ่ก็มักจะลงเพราะคนจะขายตัวรองมาซื้อราชา ผลก็คือ การแกว่งตัวของ BitCoin ถือว่านิ่งกว่าเหรียญคริปโตอื่นๆอยู่อย่างเห็นได้ชัด

อาทิตย์สถิตย์ราศีมกร แสดงถึง ตัวมันนั้นค่อยข้างจะยึดมั่นถือมั่นในวิถีทางของตัวมันเองหรือวิธีการที่มันถูกสร้างขึ้นมา ซึ่งมีลักษณะของความอืดอาดเชื่องช้า ระเบียบเยอะ ของราศีมกร ซึ่งตรงนี้ก็ปรากฏให้เห็นในทางความเป็นจริงว่า เทคนิคที่ใช้พิสูจน์ข้อมูลของมันนั้นใช้เวลามาก ธุรกรรมหนึ่งๆอาจต้องใช้เวลาในการยืนยันถึง 10 นาที ซึ่งช้ากว่าการชำระเงินในระบบปัจจุบันที่ทำกันในระดับมิลลิวินาที และแนวทางแก้ไขที่นักพัฒนาเลือกก็ยังเป็นแนวทางที่ไม่ต่างไปจากเดิม การพัฒนาที่แตกออกไปเป็นเหรียญย่อยได้แก่ BitcoinCash BitCoinGold ซึ่งก็ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าเหรียญราชา แต่ข้อดีของราศีมกรคือ มันทนทาน มันตายยาก 

อาทิตย์สถิตเรือนที่ 6 เรือนอริ เรือนของการป่วยไข้ ความลำบาก ที่ต้องอดทนต้องฝ่าฟันอีกมาก เพราะอาทิตย์ถูกเตะตัดขาด้วยจันทร์ศัตรูลับในเรือนที่ 9 ซึ่งหมายถึงสถาบันกฏหมาย สถาบันการเงินชั้นสูง ธนาคารกลาง ธนาคารพาณิชย์ ที่ รุมออกข่าว ออกกฏ ถล่มไม่ยั้งตลอดเวลาที่ Bitcoin เริ่มเป็นที่รู้จัก เพราะถ้า BitCoin ทำสำเร็จ คนที่จะเสียประโยชน์อย่างมาก ก็คือสถาบันเหล่านี้จะไม่สามารถคุมเกมอะไรได้อีก

จุดจอมฟ้า หรือจุดภารกิจของ Bitcoin อยู่ราศีเมษ หมายถึงการบุกเบิก บุกเบิกเกี่ยวกับวิธีการจัดการเงินของผู้อื่น (จุดราหู) สถาบันการเงิน (ดาวพฤหัส) ดาวพุธ (การสื่อสาร) ดาวอังคาร (กิจกรรม) และดาวพลูโต (การเสี่ยงโชค) ผู้คนมองมันอย่างไร จันทร์ทำมุมสวยกับลัคน์ แสดงถึงคนทั่วไปมีมุมมองที่ดีกับมัน มีความหวังว่ามันจะทำสำเร็จตามภารกิจที่ว่านั้น ภาพดวงเอนเอียงมาทางขวา ตีความได้ว่า การเป็นไปของมันนั้น ถูกควบคุมจากผู้อื่นมากกว่า ตัวทีมงานผู้คิดค้นสร้างมันขึ้นมา จะเห็นได้ว่าทางฝั่งซ้ายมีเพียงดาวเสาร์ตัวเดียวที่รับทุกอย่างที่เกิดจากฝั่งขวาเอาไว้ หมายถึงว่า BitCoin เองต้องยึดในแนวทางของมันเอาไว้ให้แน่นจนกว่า ความยากลำบากต่างๆจะผ่านพ้นไปจนเป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะเรื่องของการให้ข่าวของฝ่ายตรงข้ามที่ไม่อยากให้เกิดเงินดิจิตอล 

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่าดาวเสาร์มีบทบาทค่อนข้างมากในดวงนี้ ซึ่งความเห็นผม BitCoin ยังคงต้องใช้เวลาอีกยาวนานที่จะป็นที่ยอมรับ และทำสำเร็จตามภารกิจของมัน ราคาที่สวิงหวือหวาช่วงนี้ แสดงถึงความไม่นิ่ง หามูลค่าพื้นฐานยังไม่ได้ คนไม่รู้จะยึดโยงมูลค่าของมันกับอะไร ดังนั้น ถ้าจะเก็งกำไรกับมันจะค่อนข้างเสี่ยง ภพ 5 ของดวง หรือภาพของการเก็งกำไร เป็นราศีพิจิก แสดงถึงความเจ็บแค้นพร้อมเอาคืนแบบถวายหัว ดุเดือด รุนแรง และมีดาวพลูโตอยู่ปลายเรือน คุณมีสิทธิเปลี่ยนฐานะแบบหน้ามือเป็นหลังมือได้ ถ้าคิดจะเก็งกำไรกับมัน 

นี่คือความเห็นทางโหราศาสตร์ของผม ต่อ BitCoin ครับ คนชอบดูดวง (มือสมัครเล่น) 2018 SEP 15 22:49 กรุงเทพฯ

Note: ต้นฉบับอยู๋ที่ Facebook คนชอบดูดวง เอามาแปะซ้ำ ใน Blogger

การใช้จังหวะจันทร์ Moon phase

ต่อไปก็เป็นเรื่องของ การใช้จังหวะ Moon phase เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่โหราศาสตร์เกือบทุกแบบในโลก เฝ้ามองมานาน และนำมาใช้งานในการพยากรณ์เป็นประจำ ก่อนที่เราจะไปเรื่องที่เขียนไว้ในตำรา อยากให้ท่านสมาชิกสังเกตอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองก่อนว่า ช่วงคืนเดือนเพ็ญ ท่านมีอารมณ์แตกต่างจาก ช่วงคืนเดือนมืดอย่างไร ผมว่าทุกท่านตอบได้ทันที วันเพ็ญเรามักจะรื่นเริงเบิกบาน ในขณะที่จันทร์แรมเดือนมืดจะเหงาๆหงอยๆ ดังนั้นความสัมพันธ์ของดวงจันทร์กับเรา จึงถูกนำมาใช้พิจารณาในเรื่องของอารมณ์ และความสามารถในการทำงานของสมอง จึงไม่แปลกที่การบรรลุถึงความรู้เรื่องสำคัญๆของเกือบทุกศาสนาในโลกมักจะเกิดในวันเพ็ญเสมอ ในทางปฏิบัติ โหราศาสตร์ จะนิยมแบ่งจังหวะจันทร์เป็น 8 จังหวะเพื่อใช้งานทั่วไป จะแบ่งมากกว่านี้ก็มีครับแต่สำหรับผม 8 จังหวะนี่ก็ยากเกินจะจำรายละเอียดแล้ว ผมไม่ชอบจำอะไรมากมาย จำแบบที่ใช้งานได้ผมก็พอใจแล้วครับ
ภาพประกอบ จาก internet
ประกอบด้วย
  • ขึ้น 1 คำ หรือจันทร์ใหม่ ก่อเกิด เราควรจะใช้จังหวะนี้ในการเริ่มคิดเรื่องใหม่ๆ สมองพึ่งจะ reset มา อาจจะรู้สึกอยากทำโน่นทำนี่แต่ยังไม่มีแนวชัดเจนว่าจะทำมันอย่างไร
  • ขึ้น 4 ค่ำ จังหวะนี้ ถ้าใครคิดจะเริ่มคิดทำอะไรแต่ยังไม่ได้เริ่มคิดก็ยังไม่สาย
  • ขึ้น 8 ค่ำ จังหวะนี้ถ้าคุณเริ่มคิดมาบ้างแล้ว คุณจะเริ่มเห็นอุปสรรค จุดอ่อน จุดด้อยของสิ่งที่คิดมา มันเป็นเวลาที่คุณจะคิดหาทางแก้ ทางออก
  • ขึ้น 12 ค่ำ จังหวะนี้คุณจะมองเห็น ทั้งข้อดี และข้อเสีย และทางแก้ไขในระดับหนึ่ง เป็นเวลาของการ revise แผน และ action ไปแล้วในระดับหนึ่ง
  • ขึ้น 15 ค่ำ จังหวะนี้ คือการใช้สิ่งที่คิดมาให้เป็นประโยชน์สูงสุด เพราะรู้ทั้งข้อดีข้อเสีย ทบทวนดีแล้ว
  • แรม 4 ค่ำ ข้ามเข้าสู่ข้างแรม ตามหลักการก็คือ เข้าสู่ช่วงของการประเมินผลครั้งแรก ทบทวนสิ่งต่างๆ
  • แรม 8 ค่ำ ปัญหาที่คิดไม่ถึงจะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ก็ต้องคิดแก้ไขไปตามสถานการณ์
  • แรม 12 ค่ำ สิ่งที่ยังแก้ไขไม่ได้ มันเกินเวลาจะแก้จริงๆจังๆแล้ว ต้อง let it go เน้นการประคองสถานการณ์มากกว่า ทบทวนเก็บประสบการณ์ไว้
  • แรม 15 ค่ำ ปล่อยวางเสีย ถึงเวลาพักสมองบ้าง หาอะไรสบายๆทำ ทำสมาธิสักหนึ่งวัน พรุ่งนี้ว่ากันใหม่กับ จันทร์รอบใหม่
  • การใช้จังหวะจันทร์ ก็ประมาณนี้ครับ Facebook page คนชอบดูดวง (@newbieastrologer)

    วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

    Building/Factory Maintenance Management program Slide





    Video clip - Introduction to Building/Factory Maintenance Management System

    วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

    ประสบการณ์ เตรียมลูกสอบ เข้า ม.4 โรงเรียนดัง

    โพสท์นี้เขียนห่างจากโพสท์แรกมาเกือบๆ 3 ปี ตอนนั้นเป็นเตรียมเข้า ม.1 ตอนนี้ เป็นเตรียมตัวเข้า ม.4 โรงเรียนดัง(อีกแล้ว) พลังความเข้มข้นต่างกันหลายเท่า ด้วยความที่ตอนสอบ ม.1 ลูกผมสามารถเข้าห้อง Gifted โรงเรียนดังย่านลาดพร้าวได้สำเร็จ ได้โชคช่วยเล็กน้อยเพราะเขาเรียกไปเสริม ตัวจริงสละสิทธิ์ไปหลายคนเพื่อไปโรงเรียนที่ดังกว่า ไปรายงานตัวประชุมผู้ปกครองวันแรกก็ช๊อคแล้ว เพราะอะไร ผู้ปกครองท่านอื่นจัดเต็ม จัดกลุ่มเรียนพิเศษกันเรียบร้อยแล้ว ขาดคนเรียนแค่อีกคนสองคนถึงจะคุ้มทุนค่าครูค่าห้อง ได้ลูกผมเข้าไปเสริมก็เต็มห้องพอดี จัดตารางเรียนกันแน่นมากครับ ลำพังห้องพิเศษนี้ก็เรียนเลิกช้ากว่าเพื่อนห้องอื่นอยู่แล้ว กลายเป็นว่า วันๆเด็กเรียนอย่างเดียว เลิกเรียนพิเศษโดยเฉลี่ยคือ สองทุ่ม ทุกวัน เป้าหมายของ ผปค คือ ติวเพื่อสอบ
  • รร กำเนิดวิทย์ อันนี้ต้องสอบเข้า ม4 ตอน เด็กอยู่ ม2 เทอมปลาย - บ้าไปหรือเปล่า ยากมาก
  • รร มหิดลวิทยานุสรณ์ อันนี้ต้องสอบเข้า ม4 ตอน เด็กอยู่ ม3 เทอมปลาย - พอจะเตรียมตัวทัน แต่ยาก
  • รร เตรียมอุดม อันนี้ต้องสอบเข้า ม4 ตอน เด็กจบ ม3 แล้ว ถือเป็นสนามสุดท้าย ที่พอจะลุ้นได้
  • แต่ละคนจัดหนักครับ ต้องรีบอัดลูก ต้องเรียนเนื้อหาขึ้นไปให้ถึง ม4 เทอมแรก เพื่อให้ทันสอบ รร กำเนิดวิทย์ ผลก็คือ เงินทองหายไปกับเรื่องเรียนติวนี้มหาศาล ครูดังๆที่ไหน พรรคพวกเชิญมาสอนเกือบจะหมด แต่ไม่ได้การันตี ว่าจะได้นะครับ เด็กบางคนไม่ได้เรียนมากมายระดับนี้ อ่านเองก็สอบได้นะครับ สรุปก็คือ ทุกอย่างมันขึ้นกับตัวเด็กมากกว่าที่ ผปค พยายาม Push พยายามเข็น
    เพื่อนๆเขาที่สอบได้ ส่วนใหญ่เป็นเด็กความมุ่งมั่นสูง ตั้งใจจริง อ่านหนังสือเองทำโจทย์เองสม่ำเสมอ ไม่เหลาะแหละ ส่วนพวกที่ ผปค เข็นสอบไม่ค่อยได้หรอกครับ มันไม่พอ สนามสอบ ส่วนใหญ๋ จะกรองเด็กให้ผ่านเข้ารอบแรก ด้วยวิชาคณิตศาสตร์ ถ้าเพื่อนๆ ผปค รุ่นหลังๆอยากทุ่มการติวแบบให้มีสิทธิสอบติดที่สูงกว่า ให้ติวคณิตศาสตร์ ให้เข้มๆเลยครับ วิชาหมวดวิทยาศาสตร์ อย่าง ฟิสิกส๋ เคมี ชีวะ ม.ต้น ทุ่มให้ไม่ค่อยคุ้มเท่าไร ครับ

    วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557

    ประสบการณ์ เตรียมลูกสอบเข้า ม.1 โรงเรียน ชื่อดัง

    อันนี้เป็นประสบการณ์เตรียมลูกสอบเข้าโรงเรียนชื่อดัง ของผมนะครับ บันทึกไว้สำหรับเพื่อนฝูงที่มีลูกวัยไล่ๆกันกับลูกผมสักปีสองปี เผื่อจะเป็นประโยชน์เป็นแนวทางให้ท่านๆ จะเขียนสั้นๆเป็นข้อๆไม่เยิ่นเย้อ ทำไมต้องเป็น รร ดัง สำหรับผม คือสิ่งแวดล้อม เพื่อนใหม่ ที่ไปในแนวทางที่ดี รักการเรียน ไม่เหลวไหล ในช่วงที่เขายังหาความชอบส่วนตัวของเขายังไม่เจอ ส่วนเรื่องเนื้อหาสาระวิชา ต้องยอมรับกันว่าเดี๋ยวนี้เด็กมันได้วิชาจากที่ติวข้างนอกมากกว่าได้จาก รร อยู่แล้ว
    เพื่อนลูกบางคน เริ่มเข้ากระบวนการเตรียมตัวสอบตั้งแต่ ป4 กลุ่มนี้พออยู่ชั้น ป5 เทอม2 เด็กรู้เนื้อหาของ ป6 หมดแล้ว เวลาที่เหลือคือ ไล่ติวล่าเหรียญรางวัลสนามสอบของ สสวท สพฐ และอื่นๆเก็บตุนไว้สมัครสอบการศึกษาพิเศษเข้าบางโครงการที่ต้องใช้คะแนนพวกนี้สมัคร เด็กกลุ่มนี้มักจะสอบเข้าห้อง Gifted เพราะเวลาสอบใช้วิชาในการสอบน้อยแต่เข้มข้น เกินระดับชั้นไปมาก ผมรู้เรื่องการสอบโครงการพิเศษๆเหล่านี้ตอนลูกขึ้น ป6 พอรู้ มาไล่อัดเก็บวิชาให้ทันสอบ ไม่ทันครับ พื้นฐานไม่แน่นเตรียมตัวมาไม่ยาวนานพอ เจอข้อสอบพลิกไปหน่อยก็สู้คนที่เขาชำนาญทำแบบฝึกหัดมามากกว่าไม่ได้แล้ว
    ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไมเตรียมให้สอบห้อง Gifted ก่อน เพราะแต่ละโรงเรียนมันอาจจะสอบไม่พร้อมกัน เด็กพลาดได้ พลาดแล้วมีโอกาสสอบ ปกติพร้อมกันอีกทีหนึ่งแก้ตัว และห้องกิฟท์คะแนน o-net ไม่เกี่ยว
    เด็กในเขตพื้นที่บริการการศึกษา ได้เปรียบเด็กนอกเขต เด็กนอกเขตจะสอบได้ถ้าอยู่ในโควต้า List ในกระดานอันคับต้นๆ(ไม่แยกเขต) ถ้าลำดับที่สอบได้เกินโควต้านั้นแล้ว แม้จะคะแนนดีกว่าเด็กในเขตที่ได้ลำดับถัดไป คนที่ได้คือเด็กในเขต นอกเขตหลุดหมด
    คะแนน o-net สำคัญ เพราะในปีที่ลูกผมสอบใช้ 20% คะแนน o-netนี้ ช่วยได้ในกรณี คนเก่งสอบแข่งกัน แพ้ชนะตัดสินกันที่ ทศนิยม 4 ตำแหน่ง ในการสอบจริงคะแนนเท่ากัน ลำดับเท่ากันมีได้หลายคน รร พอได้เด็ก ครบจำนวนที่ต้องการ ก็หั่นฉับ เอาแค่นั้น แพ้กัน 0.005 ก็มีเห็นบ่อย
    การ เลือก รร ติว อย่าไปเชื่อครูติว หรือเจ้าของ รร ติว มาก ผมพลาดที่ให้ลูกเรียนติวที่เดียว พอ ครู เก็งข้อสอบผิด เรื่องที่ติวมาไม่ออก ไปออกอีกเรื่องที่ไม่น่าจะออก ได้ใจคอไม่เป็นสุขกันหลายวันครับ ควรจะมีสักสองที่ติว ที่แตกต่างกัน โชคดีที่ยังทำคะแนนได้ดี นึกอะไรออกจะเขียนต่อครับ